เหตุเกิดขณะกำลังโดยสารรถไฟฟ้า MRT ไปทำงาน
เมื่อเดินทางมาถึงสถานีศูนย์วัฒนธรรม จังหวะที่ผู้โดยสารกำลังจะขึ้นรถ ผมได้ยินเสียงพนักงาน MRT
"ด้านในยังว่างนะคะ ไม่เล่นโทรศัพท์นะคะ"
ด้วยในขณะนั้นมือถือผมซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง ไม่ได้หยิบขึ้นมาใช้แต่อย่างใด
จึงอุ่นใจได้ว่าไม่ได้เป็นเป้าหมายของคำพูดดังกล่าว
แต่ผมรู้สึกตะหงิด ๆ อยู่เล็กน้อย คิดว่าทาง MRT น่าจะหาคำที่ฟังแล้วรื่นหูกว่านี้
เหมือนที่ผมชอบคำขวัญที่ว่า
"ขยับนิด ชิดใน ไปด้วยกัน"
ฟังไพเราะ และน่าทำตามเป็นอย่างยิ่ง
ผมจึงถือวิสาสะคิดคำขวัญในกรณีนี้ว่า
"อย่าใช้โทรศัพท์...เพลินจนลืมขยับให้เพื่อนร่วมทาง"
เนื่องจากวันนี้ iPhone 4 สีขาวเพิ่งเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย โดย 3 ค่ายใหญ่ (AIS, dtac, TrueMove)
และตอนนี้ภรรยาผมใช้โทรศัพท์ Android อยู่ กลัวว่าจะใช้ไม่ค่อยถนัด
คิดว่า iPhone 4 ใช้ง่ายดี น่าจะเหมาะกับผู้หญิงที่ไม่ Geek แบบเธอ
ด้วยความหวังดี จึงถามภรรยาผมว่า "เอา iPhone 4 สีขาวมั้ย เพิ่งออกวันนี้"
ภรรยาผมตอบมาทันทีว่า "ไม่เอาหรอก แพง"
ผมก็คิดในใจว่า โอ้! ภรรยาผมช่างเป็นคนประหยัด และมัธยัสถ์เป็นอย่างยิ่ง มิเสียแรงที่ตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันมา
แต่แล้วประโยคต่อไปก็ทำให้ผมตื่นจากภวังค์
เมื่อสักครู่ผมได้เห็นโฆษณาทางทีวี ที่มีหญิงสาวเลือกเสื้อผ้าอยู่ในบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้ โดยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยไต่บันไดขึ้นมารอรับที่หน้าต่าง เพื่อช่วยสาวเจ้าออกไป
จากตัวอย่างในหนังโฆษณานั้นเป็นเรื่องเกินจริงอย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีใครจะมาเลือกเสื้อผ้าตอนที่บ้านตัวเองกำลังถูกไฟไหม้อยู่หรอกครับ
แต่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่อยากจะบันทึกไว้เพื่อเตือนตัวเอง
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่กำลังแต่งตัวเพื่อออกไปทำงานตามปรกติ อยู่ ๆ ก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัย (คาดว่าเป็นสัญญาณไฟไหม้ของคอนโดที่ผมอยู่) ดังขึ้น
วันนี้ขอเสนอภูมิปัญญาชาวบ้าน (หรือเปล่า) ที่ค้นพบโดยภรรยาผมเอง ด้วยความบังเอิญนั่นคือ
"การใช้น้ำแข็งแห้งจับยุง"
เหตุเกิดจากการที่ภรรยาผมซื้อไอศกรีมจาก ete แล้วได้ถุงใส่น้ำแข็งแห้งมาด้วยเพื่อรักษาความเย็นของไอศกรีมไว้ระหว่างการเดินทาง
เมื่อกลับถึงบ้านนำไอศกรีมใส่ช่องแช่แข็งเรียบร้อย ก็เอาถุงใส่น้ำแข็งแห้งนั้นไปวางไว้ที่ระเบียงนอกบ้าน เพื่อให้มันระเหยไปตามปรกติก่อนนำไปทิ้ง
พอตอนเก็บถุงกลับมาเพื่อนำไปทิ้ง เธอสังเกตเห็นอะไรดำ ๆ อยู่ก้นถุงเต็มไปหมด จึงลองมาส่องไฟดู
ก็พบว่ามันคือยุงเป็นสิบตัวนั่นเอง นอนตายอยู่ก้นถุง จึงเรียกผมไปดู
ผมตั้งสมมติฐานไว้ 2 อย่าง
เมื่อวันเสาร์ขับรถไปทำงาน ขาไปก็รู้สึกว่าอัตราเร่งมันหนืด ๆ เหมือนขับไม่ค่อยไป
แต่ก็ยังไปจนถึงที่ทำงานได้
ขากลับนี่สิ ด้วยความเลินเล่อไม่ได้ตรวจดูยางทุกเส้น เก็บของในรถเสร็จก็ start แล้วออกตัวเลย
ก็รู้สึกว่าเหมือนวิ่งผ่านลูกระนาดลูกเล็ก ๆ ตลอดเวลา จึงรีบจอดดู
พบว่ายางแบน เอ... เมื่อเช้าก็วิ่งมาได้นี่หว่า หรือมีใครแอบปล่อยลม
เมื่อตรวจสอบสภาพยาง และลองเติมลมดู ก็พบว่ายางเส้นนั้นรั่ว
จึงเปลี่ยนเอายางอะไหล่มาใช้ชั่วคราว และตระหนักได้ว่ายางชุดนี้น่าจะครบอายุของมันแล้ว
แม้ว่าจะขับเป็นระยะทางที่ไม่มาก แต่ด้วยระยะเวลาแล้วควรเปลี่ยน
เปลี่ยนก็เปลี่ยน เพื่อความปลอดภัย
หลังจากได้ยินเกี่ยวกับคุณสมศักดิ์กีตาร์มือเดียวมาได้สักพัก แต่ไม่ได้ดูสักที วันนี้มีโอกาสจึงได้ดู clip นี้
http://www.youtube.com/watch?v=f07SEJTFboc
ผมทึ่งตั้งแต่เพลงเริ่ม นึกในใจ เออเค้าเก่งแฮะ
และมารู้สึกตัวอีกทีว่าน้ำตาไหล ตอนที่คุณสมศักดิ์ร้องว่า "ใจสู้หรือเปล่า..."
ความรู้สึกของผมในตอนนั้น ไม่ใช่ความสงสาร ไม่ใช่ความเวทนา
แต่เป็นความประทับใจในความพยายาม และความสู้ชีวิตของคุณสมศักดิ์
ไอ้ผมมีสองมือครบ แต่ยังไม่เคยจะหัดกีตาร์ได้สำเร็จซักที
แต่นี่เค้ามือเดียว เล่นได้
ใจเค้าสู้จริง ๆ
ขอบคุณคุณสมศักดิ์ที่บอกให้ผมใจสู้ครับ
เหตุเกิดเมื่อสองสัปดาห์ก่อน อย่างที่ไม่ทราบเหตุผล
ทางเท้าถนนสีลมว่างโล่งตลอดทั้งสัปดาห์ แทบจะปราศจากแผงลอยขายของ
ผมรู้สึกสบายอย่างที่ใม่เคยรู้สึกมาก่อนกับการเดินเท้าระหว่างสถานี MRT สีลม และที่ทำงานของผม
แต่วันนี้ทางเท้าที่ว่างโล่งชวนเดินได้หายไปแล้ว ผมรู้สึกเหมือนถูกพรากของรักไป
ทางที่เคยเดินสะดวก กลับต้องเบียดเสียดยัดเยียดกันอีกแล้ว
กว่าจะเดินถึงสถานีผมต้องสลับไปเดินบนถนนหลายรอบ ด้วยความที่บนทางเท้าเต็มไปด้วยผู้คนและแผงลอย
ผมก็ได้แต่คิดเบา ๆ ว่า
"เอาทางเท้าแสนสุขคืนมา"
วันนี้นั่งดู UBC (อุ๊ย เชย เค้าเปลี่ยนเป็น TrueVisions ตั้งนานแล้วนะ) เปิดผ่านช่องกีฬาที่มีชกมวย
แล้วบังเอิญนึกถึงโฮลิฟิลด์...
โฮลิฟิลด์เป็นชื่อของหนูแฮมสเตอร์ที่คุณแม่ของผมเลี้ยงไว้เมื่อนานมาแล้ว
คาดว่าหลาย ๆ คนคงเดาได้ว่าเจ้าโฮลิฟิลด์ได้ชื่อนี้มายังไง
ถ้ายังเดาไม่ได้ ผมขอเฉลยเลยว่า เจ้าโฮลิฟิลด์เนี่ยหูแหว่งข้างหนึ่ง
น่าจะเกิดจากการสู้รบตบมือกันในกรง เพราะอยู่กันหลายตัว
ในช่วงนั้นโฮลิฟิลด์ก็มีนัดชกกับไมค์ ไทสันพอดี และ... โฮลิฟิลด์โดนไทสันกัดหูซะแหว่งเลย
ก็เลยเป็นที่มาของชื่อเจ้าหนูโฮลิฟิลด์นี่แหละครับ
ผ่านมานานขนาดนี้คงไปเกิดแล้วมั้ง เจ้าโฮลิฟิลด์น้อย ^_^
วันนี้คุยกับน้อง ๆ ที่ทำงานเรืองประสิทธิภาพการทำงาน โดยอยากกระตุ้นให้มีความรู้สึกสนุก และท้าทายกับการทำงานที่นี่ แต่ไม่รู้จะได้ผลแค่ไหน โดยได้ยกตัวอย่างการบริหารเวลาแบบ Pomorodo Technique(tm) และ GTD (Getting Things Done) หวังว่าจะได้แรงกระตุ้นสำหรับการทำงานกันบ้าง
ผมเพิ่งแต่งงานไปเมื่อวันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2554
อ้ะ นี่เดือนมีนาแล้วนะ เพิ่งมาเขียน โอ๊ย... เร็วไปไหมคุณพี่
ก็ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่เดือนธันวาแล้วหละ แต่ก็ไม่ได้เขียนซักทีตามประสาคนขี้เกียจ
งั้นก็เขียนมันวันนี้แหละนะ แล้วตั้งวันที่ของ entry ย้อนหลังไปก็แล้วกัน แหะ ๆ
หลังจากเตรียมงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ตรงไหน?
เช้าวันงาน ก็ไม่เช้าเท่าไหร่นะ ก็ตื่นมาเดินไปกินข้าวต้มเลือดหมูเอาแรงที่ซอยลาดพร้าว 35
แล้วก็รีบพาตัวเองและว่าที่เจ้าสาวไปแต่งหน้า ทำผม และแต่งตัวที่วิวาริส
ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดแม่พระฟาติมา สถานที่ประกอบพิธีนั่นเอง