วันนี้นับเป็นวันที่สองที่บริษัทผมเปิดทำการตามปรกติหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในกรุงเทพฯ แต่เนื่องจากเมื่อวานผมต้องขนของจากบ้านกลับไปบริษัท ทำให้อดใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน ดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันแรกที่ผมได้ใช้รถไฟฟ้าใต้ดินอีกครั้ง รู้สึกดีที่ได้เดินจากบ้านไปที่สถานีเพื่อขึ้นรถมาทำงานอย่างไร้ความกังวล และหวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกเรื่อย ๆ นาน ๆ
อ้อ มีอีกเรื่องที่อยากเขียนถึงก็คือ การชดเชยให้กับลูกค้าของ MRT

วันนี้เดินทางมาทำงานด้วยรถไฟฟ้าตามปรกติ ผู้คนในรถไฟฟ้าก็เยอะพอสมควร ไม่ถึงกับแน่นมาก ถ้าเทียบกับวันจันทร์ทุกจันทร์ที่ผ่านมา
พอมาถึงสีลมก็พบว่าคนไม่เยอะอย่างที่ควรจะเป็น
คงเพราะเป็นวันหยุดต่อเนื่อง ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมปิดถนนหรอกกระมัง...
หมายเหตุ ขออภัยในความเบลอของรูปครับ ผู้ถ่าย (ใครอ้ะ) อ้างว่าถือของเยอะ เลยถ่ายไม่ถนัด ;P
วันนี้ตื่นค่อนข้างเช้า ได้ดูเรื่องเล่าเช้านี้ก่อนจะออกจากบ้าน เห็นข่าวมีคนโดนยิงบนรถเมล์
เข้าใจว่าเกิดจากการทะเลาะกันระหว่างนักเรียนต่างสถาบัน
ผมไม่เข้าใจหลาย ๆ อย่าง เช่น
วันนี้ได้โอกาสดูคลิปบันทึกการแข่งขันวอลเลย์บอลระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติจีน
ในรอบชิงชนะเลิศ รายการ Asian Women's Volleyball Championship ซะที
หลังจากโหลดมาทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว
ทั้ง ๆ ที่รู้ผลอยู่แล้วว่าเราชนะ 3 ต่อ 1 เซต แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความตื่นเต้น และการลุ้นขณะดูลดลงไปซักเท่าไหร่
นั่งดูไปก็ลุ้นไปทุกแต้ม สนุกจริง ๆ
เซตสุดท้าย ตอนที่เราได้แต้มขึ้นแท่น 24-22 ซึ่งเป็น Championship point
โค้ชตัดสินใจเปลี่ยนตัวเพื่อนำมือเสิร์ฟที่ดีที่สุด ตัว Block ที่ดีที่สุดลงไป
เพื่อปิดเกมให้เด็ดขาดด้วยการเสิร์ฟแล้ว Block
แต่จีนไม่ยอมง่าย ๆ แบบนั้น หลังจากตบกันไปหลายรอบ
ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยมองข้ามความสำคัญของการมีประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ฯลฯ
เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ไม่น่าจะต้องเสียเงินไปกับส่วนนี้ เรายังแข็งแรงดี ไม่น่าจะเป็นอะไรหรอก
แต่มาปีนี้ ผมรู้แล้วว่าการลงทุนกับการประกันภัย ไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะเพิกเฉย และมองข้ามแต่อย่างใด
เมื่อประมาณช่วงต้นปีแรก แฟนผมต้องไปผ่าตัดไส้ติ่ง เนื่องจากไส้ติ่งอักเสบ โดยอยู่โรงพยาบาลนาน 4 วัน
ถ้าไม่มีประกันสุขภาพของทางบริษัท (ขอบคุณพี่ออย และผู้บริหาร ThinkNet ทุกท่านที่เห็นความสำคัญของการทำประกันสุขภาพให้พนักงานครับ)
เนื่องจากมีพันธกิจเยอะ ไม่มีเวลาซ้อม บวกกับอาการบาดเจ็บที่เท้าขวาคาดว่าจะเรื้อรัง
ต้องให้เวลาอีกเยอะ หวังว่าปีหน้าจะได้วิ่ง Full marathon สู้ต่อไป!
วันนี้ได้ไปบริจาคเลือดที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มาครับ
เป็นการบริจาคเลือดครั้งที่ 20 รู้สึกดีที่ได้ทำบุญเหมือนกับทุก ๆ ครั้งที่ได้บริจาค
เจ้าหน้าที่ทุกท่านยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับทุก ๆ คนที่มาบริจาคเลือด
ได้บุญกันถ้วนหน้าทุกคน ^_^
ถ้านับจากนี้ไปบริจาคเป็นประจำทุก 3 เดือน พอผมอายุครบ 60
ก็จะได้ประมาณ 127 ครั้ง
เป้าหมายยังอยู่อีกยาวไกล สู้ ๆ !
ป.ล. อ้อ! อ่านจากเอกสารได้ความว่าบริจาคได้ถึงอายุ 70 แต่ต้องมีใบรับรองจากแพทย์นะ
เมื่อวาน (อังคารที่ 1 ก.ย. 52) ได้ลอง Cross training ด้วย Elliptical และ Bike
เพื่อทดสอบอาการบาดเจ็บที่เท้าขวา และลองรองเท้าใหม่ไปในตัว
พบว่าทั้งสองทำงานได้เป็นอย่างดีเยี่ยม โดยก่อนที่จะเริ่มเล่น
ได้ทำการ Stretch อย่างเต็มที่ (ผมเดาว่าการบาดเจ็บครั้งที่แล้ว
อาจจะเกิดจากการ Stretch ไม่ถึง)
วันนี้ต้องไม่ลืม Stretch ให้สุด ๆ
สืบเนื่องจาก อาการบาดเจ็บที่เท้าขวา ซึ่งเกิดเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ทำให้สัปดาห์นี้ต้องงดการซ้อมวิ่งเพื่อมาราธอนไปทั้งสัปดาห์
ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัยจากอาการบาดเจ็บซ้ำซ้อน เลื่อนไปเริ่มซ้อมวิ่งอีกครั้งวันอังคารเลยจะดีกว่า T T เซ็งจิต
คราวนี้ถ้าวิ่งในยิม คงจะต้องใช้เครื่อง Elliptical ไปก่อน เพื่อป้องกันการกระแทก
หลังจากได้ซ้อมวันแรกไปเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (ช้ากว่าโปรแกรม 2 วัน) ด้วยการปั่นจักรยานในยิม เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงตามหลักสูตร ก็พบว่าร่างกายปรกติดีไม่มีอาการเหนื่อยมาก และบาดเจ็บแต่อย่างใด
แต่พอได้ซ้อมของวันศุกร์ โดยการเดิน 1 นาที และวิ่ง 10 นาทีจำนวน 3 รอบ พบว่าเหนื่อยมาก และได้ของแถมคืออาการบาดเจ็บที่เท้าขวา เป็นอาการเจ็บแปล๊บ ๆ เวลาเดิน หรือมีการทิ้งน้ำหนักลงไป
โดยตอนนี้พันผ้าอยู่ และคาดว่าน่าจะต้องพักไม่ต่ำกว่า 5 วัน (ผมคิดเอาเองนะ แหะ ๆ)
ถ้าอาการดีขึ้นหน่อย ก็ว่าจะพันผ้าไปปั่นจักรยานเอาเหงื่อ และบริหารหัวใจซักหน่อย ไม่งั้นแย่แน่ เริ่มช้าแล้วยังบาดเจ็บอีก เฮ้อ... ชีวิตคนแก่