สมมติมี network card 2 ใบคือ eth0 และ eth1
และเราต้องการสร้าง Trunk ที่มี IP 172.16.0.21 Netmask 255.255.255.0 Gateway 172.16.0.1
ให้แก้ไข file /etc/sysconfig/network-scripts/ifcfg-eth0 ให้มีข้อมูลดังนี้
DEVICE=eth0
ONBOOT=yes
BOOTPROTO=none
USERCTL=no
MASTER=bond0
SLAVE=yes
และทำเช่นเดียวกันกับ ifcfg-eth1
เปลี่ยนแค่
DEVICE=eth1
จากนั้นให้สร้าง file /etc/sysconfig/network-scripts/ifcfg-bond0 โดยมีข้อมูลดังนี้
DEVICE=bond0
IPADDR=172.16.0.21
NETMASK=255.255.255.0
NETWORK=172.16.0.0
BROADCAST=172.16.0.255
GATEWAY=172.16.0.1
ONBOOT=yes
BOOTPROTO=none
USERCTL=no
ผมต้องการดูเวลาถึงหลักนาทีที่ไม่ซ้ำกัน จากผลลัพธ์ของ grep -i "no d-channel" /var/log/asterisk/full
ตัวอย่างผลลัพธ์บางส่วน
[May 18 21:22:50] WARNING[5457] chan_dahdi.c: No D-channels available! Using Primary channel 16 as D-channel anyway! [May 18 21:22:54] WARNING[5457] chan_dahdi.c: No D-channels available! Using Primary channel 16 as D-channel anyway! [May 18 21:22:58] WARNING[5457] chan_dahdi.c: No D-channels available! Using Primary channel 16 as D-channel anyway!
หากเราต้องการให้คำสั่งทำงานใน background เราสามารถสั่งด้วยการเติม & ต่อท้ายคำสั่ง เข่น
commanda &
แต่การสั่งแบบนี้ ถ้าเรา logout commanda จะหยุดทำงานทันทีเพราะได้รับ hangup signal
ถ้าเราต้องการให้รันไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องหยุดเมื่อ logout เราจะต้องใช้คำสั่ง nohup ช่วย ดังนี้
nohup commanda &
โดยการสั่ง nohup คือการระบุไม่ให้ process รับ signal hangup เฉย ๆ ไม่เกี่ยวกับการทำงาน foreground หรือ background
ดังนั้นถ้าเราต้องการให้ run ใน background และ logout ก็ยังทำงานต่อ
เราจะต้องใส่ทั้ง nohup ด้านหน้า และ & ที่ด้านหลังครับ
คุณเคยไหม?
ข้อมุลของคุณสามารถคืนชีพได้เหมือนกับ Lazarus หากคุณใช้ Firefox หรือ Chrome ที่ติดตั้ง Extension ชื่อ Lazarus
ตัวอย่างวิธีการใช้งานบน Chrome
ขณะที่คุณกำลังสมัคร Gmail Account อยู่นั้น
โดยปรกติเวลาเราใช้ mod_rewrite เพื่อ redirect Apache จะส่ง HTTP Response Code เป็น 302 มาให้ client
ซึ่ง 302 นั้นหมายถึงว่าการ redirect นั้นเป็นแบบชั่วคราว มิใช่ถาวร
เมื่อ search engine crawler เข้ามาค้นข้อมูลก็จะยังเก็บ URL เก่าไว้ เพื่อเข้ามา crawl ในครั้งต่อไป
ดังนั้นถ้าเราต้องการย้าย website หรือ URL แบบถาวร เราควรจะใช้ HTTP Response Code 301 มากกว่า
สามารถทำได้โดยการเพิ่ม R=301 ใน Redirect option (ในก้ามปูท้ายบรรทัดนั่นแหละ) เช่น
RewriteRule ^/(.*)$ http://next.example.com/$1 [R=301,L]
Reference
เนื่องจากเป็นมือใหม่ Keynote และไม่รู้วิธีการหมุน Shape จึงต้องหาเอาใน Internet
ซึ่งก็หาพบในที่ ๆ มันควรจะอยู่นั่นคือ http://www.apple.com/support/keynote/shortcuts/
สรุปว่าถ้าจะหมุน Shape ให้กด Command และลาก Handle
แต่ถ้าต้องการหมุนเป็น step 45 องศา ให้กด Shift+Command และลาก Handle
ง่ายแค่นี้เอง แต่ด้วยความที่เคยชินกับ Program บน Windows
ไอ้เราก็หา Menu อยู่ตั้งนาน ทั้งใน Context Menu และ Drop Down Menu ...
วันนี้มีบรรทัดเดียวอยู่หมัดมาให้บันทึกอีกแล้ว
เรื่องมีอยู่แว่ เอ้ย ว่า ผมอยากหาว่าขนาด file กลุ่มหนึ่ง ว่ารวมแล้วมีขนาดเท่าไหร่
ถ้าเราใช้ du เพื่อ list ขนาดของ file กลุ่มนั้นก็จะได้ขนาดของ file แต่ละ file ใน 1 บรรทัด
$ du -s test* 1000 testA 2000 testB 3000 testC
โดยไม่มีค่ารวมทั้งหมดให้ ผมจึงใช้ awk เพื่อรวมค่าเหล่านี้และแสดงผลให้ดูดังนี้
$ du -s test* | awk '{sum=sum+$1; print sum, $1, $2;}'
1000 1000 testA
3000 2000 testB
6000 3000 testC
ตัวเลขซ้ายสุดของบรรทัดสุดท้ายก็คือผลรวมของขนาด file กลุ่มที่เราต้องการนั่นเอง
ในบางคำสั่งเราไม่สามารถใช้ wildcard เพื่อระบุชื่อ file ได้ เช่นคำสั่ง tar ที่ผมกำลังใช้งานอยู่
หากเราอยากจะ tar xf หลาย ๆ file ตามลำดับ เราไม่สามารถทำได้โดยใช้ wildcard ครับ
ตัวอย่างข้างล่างนี้ใช้ไม่ได้นะ
tar xf to_be_extract*.tar
ผมจึงต้องใช้ Shell Script ทำ Loop อย่างง่ายเพื่อวน tar x แต่ละ file ดังนี้ครับ
for f in to_be_extract*.tar; do echo $f; tar xf $f; done
เป็นอันเสร็จ
เรื่องมีอยู่ว่าผมต่อ VPN จากที่บ้านเข้าไปที่บริษัทแล้วออก Internet ไม่ได้ เนื่องจากความโง่ส่วนตัวที่ตั้งค่า VPN server ผิด
และไม่รู้จะแก้ server ยังไง ก็ต้องเลยตามเลยโดยการแก้ Default Gateway เอง ให้เป็น Gateway ที่บ้าน
ด้วยความที่ไม่เคยใช้ UNIX ก็งมอยู่พักหนึ่ง กว่าจะรู้ว่าต้องสั่งคำสั่ง route อย่างไร ก็สรุปได้ดังนี้ครับ
ขั้นแรกให้ลบ default gateway เดิมออกก่อน โดย
route delete default
ขั้นต่อไปก็ตั้งค่า default gateway ใหม่ โดย
route add default 192.168.2.1
แค่นี้แหละที่อยาก Note ไว้
วันนี้ได้เข้าไปลง GlusterFS ที่ server ที่ฝากคนอื่นลง CentOS ไว้แล้วพบว่าลงไม่ได้เนื่องจากพบ error นี้
err: cannot create %sourcedir /usr/src/redhat/SOURCES
เดาว่าตอนที่ลงไม่ได้เลือก Development ไว้ และผมก็ยังไม่เคยลง package พวกนี้ทีหลัง
เพราะปรกติจะเลือกตั้งแต่แรก เลยต้องหากันหน่อยว่า yum มันทำยังไง แล้วก็พบวิธีนี้
yum groupinstall 'Development Tools'
เท่านั้นแหละลง GlusterFS ได้แล้ว เรียบร้อย ^_^
Credit: http://www.cyberciti.biz/faq/centos-linux-install-gcc-c-c-compiler/